สำหรับมุสลิมที่จะได้รับผลบุญจากการถือศีลอดนั้น จำเป็นที่จะต้องถือศีลอดด้วยใจที่ศรัทธาและเปี่ยมต่ออัลลอฮฺ โดยไม่มีการโอ้อวด หวังเพื่อชื่อเสียง และไม่ใช่เพราะปฏิบัติตามเขาหรือคนในท้องถิ่น แต่ทว่าจะต้องถือศีลอดเพราะเป็นคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ และหวังผลตอบแทนจากพระองค์เท่านั้น และอิบาดะฮฺอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
วาญิบต้องถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนเพราะหนึ่งในเหตุสองประการ :
1. เนื่องจากเห็นจันทร์เสี้ยวโดยมุสลิมที่มีความน่าเชื่อถือและสายตาดีไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม
2. หรือเนื่องจากให้เดือนชะอฺบานครบสามสิบวัน
บทบัญญัติต่างๆเกี่ยวกับการดูจันทร์เสี้ยวเดือนเราะมะฎอน
เมื่อไม่เห็นจันทร์เสี้ยวในคืนที่ท้องฟ้าโปร่งหรือท้องฟ้าครึ้มของคืนที่สามสิบเดือนชะอฺบาน(หมายถึงวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สามสิบชะอฺบาน)แล้ว เช้าของวันรุ่งขึ้นจะไม่มีการถือศีลอด และเมื่อมีการถือศีลอดยี่สิบแปดวันแต่แล้วก็มีการเห็นจันทร์เสี้ยว(ในคืนที่ยี่สิบเก้าของเราะมะฎอน) ดังนั้นเช้าของวันรุ่งขึ้นถือเป็นวันออกจากศีลอดและเป็นวันอีด และให้ถือศีลอดชดหลังจากวันอีดอีกหนึ่งวัน และหากถือศีลอดครบสามสิบวันด้วยพยานที่เห็นจันทร์เสี้ยว(เข้าเราะมะฎอน)เพียงคนเดียว และยังไม่มีการเห็นจันทร์เสี้ยว(เพื่อกำหนดวันอีด) ดังนั้นจะไม่มีการออกจากศีลอด(เพื่อกำหนดวันอีด)จนกระทั่งจะเห็นจันทร์เสี้ยวเสียก่อน
จากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«صُومُوا لِرُؤْيَتِهِ وَأَفْطِرُوا لِرُؤْيَتِهِ، فَإِنْ غُبِّيَ عَلَيْكُمْ فَأَكْمِلُوا عِدَّةَ شَعْبَانَ ثَلَاثِينَ»
ความว่า "พวกท่านจงถือศีลอดเพราะจากการเห็นจันทร์เสี้ยว และจงออกจากการถือศีลอด (เพื่อกำหนดวันอีด)เพราะจากการเห็นมันเช่นกัน ดังนั้นถ้าหากมีเมฆหมอกปกคลุมเหนือพวกท่าน พวกท่านก็จงทำให้เดือนชะอฺบานครบสามสิบวัน" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 1909 สำนวนนี้เป็นรายงานของท่าน, มุสลิม : 1081)
เมื่อประเทศหนึ่งๆ มีการเห็นจันทร์เสี้ยว จำเป็นที่ประชากรในประเทศนั้นๆ ต้องถือศีลอด และเนื่องจากมีความแตกต่างในเรื่องของมุมที่จันทร์เสี้ยวปรากฏ(มัฏละอฺ) ดังนั้นในแต่ละเขตและดินแดนย่อมมีหุก่มเฉพาะของเขตและดินแดนนั้นๆ ในการเริ่มและสิ้นสุดของการถือศีลอดตามแต่การเห็นจันทร์เสี้ยว และถ้าหากว่ามุสลิมในทุกมุมโลกถือศีลอดพร้อมเพรียงกันโดยยึดการมองเห็นจันทร์เสี้ยวรวมกันก็ถือว่าเป็นสิ่งดี เพราะมันแสดงถึงความเป็นเอกภาพ ภารดรภาพ และความกลมเกลียวกัน หวังว่าอัลลอฮฺจะให้บรรลุผลดังนั้น อินชาอัลลอฮฺ ดังนั้นมุสลิมทุกคนจำเป็นที่จะต้องถือศีลอดพร้อมๆ กับประเทศของเขา และไม่แบ่งแยกระหว่างประชากรโดยที่กลุ่มหนึ่งถือพร้อมกับประเทศของเขาและอีกกลุ่มหนึ่งถือตามประเทศอื่น ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกที่อัลลอฮฺทรงห้าม
ใครก็ตามที่เห็นจันทร์เสี้ยวเดือนเราะมะฎอนหรือเดือนเชาวาลเพียงคนเดียว และการมองเห็นของเขาถูกปฏิเสธ เช่นนี้แล้วจำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องถือศีลอดหรือออกจากศีลอดพร้อมๆ กับผู้คนทั่วไป และถ้าหากเห็นจันทร์เสี้ยวในตอนกลางวัน ถือว่าจันทร์เสี้ยวดวงนั้นสำหรับคืนที่จะมาถึง แต่ถ้าหากว่ามันลับขอบฟ้าก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับ ถือว่ามันเป็นของคืนที่ผ่านมา
ส่งเสริมให้ผู้ที่เห็นจันทร์เสี้ยวกล่าวว่า :
«اَللَهُّمَّ أَهِلَّهُ عَلَينَا بِاليُمْنِ وَالإِيمان ، وَالسَلامَةِ وَالِإسْلاَمِ ، وَرَبِّي وَرَبُّكَ الله»
ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงทำให้มันเป็นจันทร์เสี้ยวที่มาพร้อมด้วยสิ่งที่ดีและอีมาน ความสันติสุขและอิสลาม พระผู้อภิบาลของฉันและของเจ้า(จันทร์เสี้ยว)คืออัลลอฮฺ" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะหฺมัด : 1397 ดู อัสสิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 1816 และบันทึกโดยอัต-ติรมิซีย์3451 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อัต-ติรมิซีย์ : 2745)
วาญิบสำหรับผู้ปกครองมุสลิมที่จะต้องแจ้งข่าวประกาศผ่านสื่อที่ศาสนาอนุมัติถึงการเข้าเดือนเราะมะฎอน เมื่อมีการเห็นจันทร์เสี้ยวตามศาสนบัญญัติ และเมื่อออกจากเดือนเราะมะฎอน(เพื่อเข้าอีด)ก็เช่นเดียวกัน
เมื่อมุสลิมถือศีลอด ณ ประเทศหนึ่ง หลังจากนั้นเขาได้เดินทางไปยังประเทศหนึ่ง ดังนั้นหุก่มการถือศีลอดและออกจากศีลอด(เพื่อเข้าวันอีด)ของเขาคือหุก่มของประเทศที่เขาเดินทางไป กล่าวคือให้เขาออกจากศีลอด (เพื่อเข้าวันอีด)พร้อมๆ กับชาวเมืองในประเทศที่เขาเดินทางไปอยู่เมื่อพวกเขาออกจากศีลอด และถ้าหากว่าเขาออกจากศีลอด(เพื่อเข้าอีด)น้อยกว่ายี่สิบเก้าวัน ก็ให้เขาถือศีลอดชดหลังจากวันอีดหนึ่งวัน และถ้าหากว่าเขาถือศีลอดมากกว่าสามสิบวัน เขาก็ยังไม่อาจออกจากศีลอดได้นอกจากจะพร้อมกับชาวเมืองในประเทศที่เข้าเดินทางไป
การตั้งเจตนาเพื่อถือศีลอด
วาญิบที่จะต้องตั้งเจตนาเพื่อถือศีลอดเดือนเราะมะฎอนในช่วงกลางคืนก่อนแสงอรุณขึ้น แต่ถ้าเป็นการถือศีลอดสุนัตแล้ว อนุญาตให้ตั้งเจตนาในช่วงกลางวันหากว่าเขายังไม่ได้กระทำสิ่งที่ทำให้ศีลอดเสียหลังจากแสงอรุณขึ้น
การถือศีลอดที่เป็นฟัรฎูด้วยการตั้งเจตนาในช่วงกลางวันจะถือว่าใช้ได้ ในกรณีที่ไม่รู้ในช่วงกลางคืนว่าการถือศีลอดนั้นเป็นวาญิบ หรือในกรณีที่เพิ่งปรากฏหลักฐานในช่วงกลางวันถึงการเห็นจันทร์เสี้ยว(เมื่อคืนที่ผ่านมา) กรณีดังกล่าวนี้ในเขาถือศีลอดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของวันนั้น โดยไม่ต้องถือศีลอดชด ถึงแม้ว่าเขาจะรับประทานอาหารก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม
ผู้ที่การถือศีลอดเป็นวาญิบสำหรับเขาในช่วงกลางวัน เช่นคนบ้าที่ฟื้นสติ เด็กที่บรรลุศาสนภาวะ และคนต่างศาสนิกที่เข้ารับอิสลาม(คือฟื้นขึ้นในช่วงกลางวัน หรือบรรลุศาสนภาวะตอนกลางวัน หรือรับอิสลามในเวลากลางวันของเราะมะฎอน) เขาเหล่านี้อนุญาตให้ตั้งเจตนาถือศีลอดในช่วงกลางวันตอนที่การถือศีลอดเป็นวาญิบสำหรับเขา ถึงแม้ว่าหลังจากที่เขาได้กินหรือดื่ม และเขาไม่ต้องถือศีลอดชดแต่ประการใด
การถือศีลอดและการละหมาดของมุสลิมแต่ละคนนั้นให้ปฏิบัติตามหุก่มของสถานที่ที่เขาพำนักอยู่ กล่าวคือผู้ที่ศีลอดนั้นให้เขาเริ่มถือศีลอดและละศีลอดตามสถานที่ที่เขาพำนักอยู่ไม่ว่าเขาจะอยู่บนพื้นดิน หรือบนเครื่องบินในชั้นบรรยากาศ หรือบนเรือในทะเล
การถือศีลอดของผู้ที่ชราภาพและผู้ที่ป่วย
- ใครก็ตามที่ละศีลอดเนื่องจากชราภาพและป่วยเรื้อรังที่ไม่มีทางหายขาดไม่ว่าเขาจะเป็นผู้ที่เดินทางหรือไม่ก็ตาม ให้เขาจ่ายอาหารแก่คนยากจนวันละหนึ่งคนแทนการถือศีลอด โดยที่เขาทำอาหารเท่ากับจำนวนวันที่เขาขาดการถือศีลอด และเชิญชวนในคนยากจนมารับประทานอาหาร และเขามีสิทธิ์เลือกหากเขามีความประสงค์ก็ให้จ่ายอาหารวันต่อวัน หรือให้รวบจ่ายในวันสุดท้าย โดยจ่ายอาหารวันล่ะครึ่งกันตัง(สองลิตรโดยประมาณ)ให้แก่คนยากจน
- ผู้ที่เป็นโรคประสาทหลอนหรือความจำเลอะเลือนเขาไม่จำเป็นต้องถือศีลอดและไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ เนื่องจากการงานของเขาจะไม่ถูกบันทึก
- ผู้ที่มีรอบเดือนหรือมีนิฟาส (เลือดหลังคลอดบุตร) นั้นไม่อนุญาตให้ถือศีลอด กล่าวคือให้เขาละศีลอดและถือชดหลังจากนั้น และเมื่อเขาสะอาด(หมดจากรอบเดือนหรือนิฟาส)ในช่วงกลางวัน(ของเราะมะฎอน) หรือผู้ที่กลับจากการเดินทางในสภาพที่เขาละศีลอดอยู่ พวกเขาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถือศีลอด(ในเวลาที่เหลืออยู่)เพียงแต่ต้องถือชดเท่านั้น
- ผู้หญิงที่ตั้งท้องและให้นมลูก เมื่อนางกลัวอันตรายจะประสบแก่นาง(หากนางถือศีลอด)หรือประสบแก่นางและลูกของนาง พวกนางสามารถละศีลอดได้และให้ถือชดในวันอื่นนอกเราะมะฎอน
หุกุ่มการถือศีลอดในขณะเดินทาง
สิ่งที่ประเสริฐที่สุดสำหรับผู้ที่ถือศีลอดคือให้ละศีลอดในขณะการเดินทาง และสำหรับผู้ที่เดินทางในช่วงเดือนเราะมะฎอนนั้น หากว่าการถือศีลอดและละศีลอดสำหรับเขานั้นเท่าเทียมกัน (ไม่สร้างความยากลำบากแต่ประการใด) เช่นนี้การถือศีลอดสำหรับเขานั้นย่อมดีกว่า และถ้าหากว่าการถือศีลอดนั้นสร้างความยากลำบากให้แก่เขาแล้ว ดังนั้นการละศีลอดสำหรับเขานั้นย่อมดีกว่า และถ้าหากการถือศีลอดสร้างความยากลำบากอย่างหนัก(จนอาจให้เป็นอันตรายได้) กรณีนี้ก็วาญิบสำหรับเขาที่จะต้องละจากการถือศีลอดและถือชดในวันอื่นต่อไป
จากท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า
«كُنَّا نُسَافِرُ مَعَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَلَمْ يَعِبْ الصَّائِمُ عَلَى الْمُفْطِرِ، وَلاَ الْمُفْطِرُ عَلَى الصَّائِمِ»
ความว่า "พวกเราได้เดินทางพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ วะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วคนที่ถือศีลอดก็ไม่ได้ตำหนิคนที่ละศีลอด และคนที่ละศีลอดก็ไม่ได้ตำหนิคนที่ถือศีลอด" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 1947 และมุสลิม : 1118)
- ใครก็ตามที่ตั้งเจตนาเพื่อที่จะถือศีลอด แล้วเขาก็ได้ถือ แต่แล้วเขาก็หมดสติลงตลอดทั้งวัน หรือส่วนหนึ่งของกลางวัน กรณีนี้การถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้ อินชาอัลลอฮฺ
- ใครก็ตามที่หมดสติในเดือนเราะมะฎอน ไม่ว่าจะด้วยเพราะสลบ ล้มป่วย หรือเป็นบ้า หลังจากนั้นเขาก็ฟื้นจากการหมดสติ เขาไม่จำเป็นต้องชดการถือศีลอดและการละหมาด เนื่องจากในช่วงนั้นเขาพ้นจากสภาพที่ต้องรับภาระ (คำสอนของศาสนา) และหากเขาหมดสติเนื่องจากการกระทำ และเพราะความเต็มใจของเขาเอง หลังจากนั้นเขาก็ฟื้นขึ้นมา กรณีนี้เขาจำเป็นต้องถือศีลอดชด
- ใครก็ตามที่เจตนาจะถือศีลอด แล้วเขาก็ได้ตื่นทานสะหูร และแล้วเขาก็เผลอนอนจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก กรณีนี้ถือว่าการถือศีลอดของเขานั้นใช้ได้ และไม่ต้องถือชดแต่ประการใด
- เมื่อมุสลิมเผลอกิน ดื่ม หรือมีเพศสัมพันธ์ อย่างลืมตัวในเดือนเราะมะฎอน การถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้
- เมื่อมุสลิมฝันเปียกในขณะที่เขาถือศีลอด การถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้ และวาญิบที่เขาจะต้องอาบน้ำยกหะดัส และเขาไม่มีความผิดแต่ประการใด
- ใครก็ตามที่ป่วยซึ่งการถือศีลอดนั้นอาจสร้างความยากลำบากและอาจเกิดอันตรายแก่เขาได้ กรณีนี้การถือศีลอดสำหรับเขานั้นถือว่าหะรอม และวาญิบจะต้องละศีลอด และให้ถือชดในวันถัดไป
- สิ่งที่ประเสริฐที่สุดสำหรับมุสลิมคือให้เขาอยู่ในสภาพที่สะอาดตลอดเวลา (ไม่มีหะดัส ทั้งหะดัสเล็กและใหญ่) และอนุญาตให้ผู้ที่ถือศีลอดล่าช้าในการอาบน้ำ(ยกหะดัส) จากญุนุบ เลือดประจำเดือน เลือดหลังคลอดบุตร หลังจากแสงอรุณขึ้นแล้ว และการถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้
- สุนัตสำหรับผู้ที่จะเดินทางในเดือนเราะมะฎอนให้เขาละศีลอดก่อนที่จะขึ้นยวดยานพาหนะ และใครก็ตามที่ละศีลอดเนื่องจากผลประโยชน์ของคนอื่น เช่นช่วยคนจมน้ำ ดับไฟไหม้ เป็นต้น เขาจำเป็นต้องถือชดเท่านั้น(โดยไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺใดๆ)
วิธีการถือศีลอดของประเทศที่ดวงอาทิตย์ค้างฟ้า
- ใครก็ตามที่พำนักอยู่ในประเทศที่ดวงอาทิตย์ไม่ลับขอบฟ้าในช่วงฤดูร้อนและดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นในช่วงฤดูหนาว หรือประเทศที่มีช่วงกลางวันยาวตลอดหกเดือนและช่วงกลางคืนอีกหกเดือน หรือมากกว่า หรือน้อยกว่า กรณีนี้ให้พวกเขาถือศีลอดตามประเทศที่ใกล้เคียงกับพวกเขามากที่สุดที่มีทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนรวมกัน 24ชั่วโมง โดยที่พวกเขากำหนดวันเริ่มและวันสุดท้ายของเดือนเราะมะฎอน และเวลาเริ่มถือศีลอดและเปิดศีลอดตามประเทศนั้นๆ
- ใครก็ตามที่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตนในช่วงกลางวันของเดือนเราะมะฎอนในขณะที่นางมีรอบเดือน เขาจำเป็นจะต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺและถือศีลอดชด และให้บริจาคเงินเป็นจำนวนทองเท่ากับหนึ่งดีนาร์หรือครึ่งดีนาร์ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทว่าด้วยเลือดประจำเดือนของสตรี
- เมื่อเครื่องบินได้บินออกก่อนดวงอาทิตย์จะตก และได้ขึ้นอยู่บนชั้นบรรยากาศ ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ถือศีลอดละศีลอดจนกว่าพระอาทิตย์จะตก
- ใครก็ตามที่ละทิ้งการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน เพราะปฏิเสธการเป็นวาญิบของมัน ถือว่าเขาเป็นกาฟิร และใครก็ตามที่ละทิ้งมันเพราะความเกียจคร้าน ไม่ถือว่าเขาเป็นกาฟิร และการละหมาดของเขาถือว่าใช้ได้ แต่เขานั้นมีความผิดอันใหญ่หลวง







