บทนำ
อัลลอฮฺ มิทรงสร้างมนุษยชาติขึ้นมาโดยไร้จุดหมาย หากแต่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เพียงประการเดียว นั่นคือ เพื่อการภักดีต่อพระองค์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น จะนำสิ่งอื่นมาสักการะภักดีเทียบเคียงกับพระองค์มิได้ เพราะการปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างอิสลามถือว่าเป็นอิบาดะฮฺ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติศาสนกิจ การประกอบอาชีพ และการมีสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ล้วนเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺทั้งสิ้น
การปฏิบัติตนที่จะทำให้บ่าวคนหนึ่งมีความใกล้ชิดกับพระผู้อภิบาลนั้น จำเป็นต้องปฏิบัติในสิ่งที่เป็นภาคฟัรดูให้ครบถ้วนและหมั่นปฏิบัติในสิ่งที่เป็นภาคสุนัต การทำบุญก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติในภาคสุนัตและเป็นอิบาดะฮฺอีกประเภทหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบปฏิบัติกัน ซึ่งผู้ใดก็ตามที่ปฏิบัติในสิ่งดังกล่าวมากเท่าใด ก็จะทำให้เขามีความผูกพันและใกล้ชิดกับพระผู้อภิบาลมากขึ้นเท่านั้น แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าวิธีการทำบุญต่างๆที่ปฏิบัติกันอยู่ในสังคมปัจจุบันจะถูกต้องทั้งหมด มีการทำบุญบางประเภทที่สามารถปฏิบัติได้เพราะสอดคล้องกับหลักการศาสนา และมีการทำบุญบางประเภทที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะไม่สอดคล้องและขัดแย้งกับหลักการศาสนา ดังนั้น เราจะทราบได้อย่างไรว่าการทำบุญแบบไหนที่สามารถปฏิบัติได้และสอดคล้องกับหลักการศาสนา และการทำบุญแบบไหนที่ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะขัดแย้งกับหลักการศาสนา? คำตอบคือ การปฏิบัติทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ ดังจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
เงื่อนไขในการตอบรับอิบาดะฮฺ
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การทำบุญเป็นอิบาดะฮฺประเภทหนึ่งที่มนุษย์กระทำขึ้นเพื่อเป็นการภักดี และสร้างความใกล้ชิดต่อพระผู้อภิบาล แต่มิใช่ว่าการทำบุญทุกอย่างจะถือเป็นอิบาดะฮฺ หากปราศจากเงื่อนไขการปฏิบัติที่ทำให้เป็นที่ตอบรับจากพระผู้อภิบาล ซึ่งเงื่อนไขของการทำอิบาดะฮฺที่พระองค์อัลลอฮฺจะทรงตอบรับมี 2 ประการ คือ (al-Ghamidi, 1994 : 1/34)
ประการที่ 1. ต้องมีความบริสุทธิ์ใจ (อัลอิคลาศ)
ประการที่ 2. ต้องถูกต้องตามบทบัญญัติ (อัลอิตติบาอ์)
เงื่อนไขประการที่หนึ่ง : มีความบริสุทธิ์ใจ
เงื่อนไขประการแรกที่อัลลอฮฺ จะทรงรับการปฏิบัติอิบาดะฮฺ คือจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งประการดังกล่าวมีความเกี่ยวพันธ์กับการตั้งเจตนา และความต้องการต่าง ๆ จุดประสงค์ของเงื่อนใขข้อนี้ คือการตั้งเจตนาอย่างแน่วแน่ว่าจะภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น (Ibn al-Qayyim, 1392 : 2/91) จะนำสิ่งอื่นใดมาเป็นภาคีกับพระองค์มิได้ และจำเป็นจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์
เพื่อให้กระจ่างชัด ผู้วิจัยจะอธิบายโดยการนำหลักฐานต่างๆ จากอัลกุรอาน อัลหะดีษ และทัศนะของบรรดาสลัฟศอและฮฺตามลำดับดังนี้
หลักฐานจากอายะฮฺอัลกุรอาน
อัลลอฮฺตรัสว่า
«إِنَّا أَنْزَلْنَا إِلَيْكَ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ فَاعْبُدِ اللَّهَ مُخْلِصًا لَهُ الدِّينَ، أَلا لِلَّهِ الدِّينُ الْخَالِصُ»
ความว่า “แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้าด้วยสัจธรรม ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺโดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ (2) พึงทราบเถิด การอิบาดะฮฺโดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว...” (สูเราะฮฺอัซซุมัร อายะฮฺที่ 2-3)
อิบนุกะษีร[i] ได้อรรถาธิบายอายะฮฺนี้ว่า “อัลลอฮฺจะไม่ทรงรับกิจการใดๆ เว้นแต่เสียว่าผู้ที่ปฏิบัตินั้นจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเป็นภาคีสำหรับพระองค์” (Ibn Kathir, 1983 : 6/78)
อัลลอฮฺตรัสอีกว่า
«قُلْ إِنِّي أُمِرْتُ أَنْ أَعْبُدَ اللَّهَ مُخْلِصًا لَهُ الدِّينَ، وَأُمِرْتُ لأنْ أَكُونَ أَوَّلَ الْمُسْلِمِينَ، قُلْ إِنِّي أَخَافُ إِنْ عَصَيْتُ رَبِّي عَذَابَ يَوْمٍ عَظِيمٍ، قُلِ اللَّهَ أَعْبُدُ مُخْلِصًا لَهُ دِينِي»
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มูฮัมหมัด) แท้จริงฉันได้ถูกบัญชาให้เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์, และฉันได้ถูกบัญชาให้ฉันเป็นคนแรกของปวงชนผู้นอบน้อม, จงกล่าวเถิด (มูฮัมหมัด) แท้จริงฉันกลัวการลงโทษแห่งวันอันยิ่งใหญ่ หากฉันฝ่าฝืนพระเจ้าของฉัน, จงกล่าวเถิด เฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่ฉันเคารพภักดีโดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาของฉันต่อพระองค์” (สูเราะฮฺอัซซุมัร อายะฮฺที่ 11-14)
อิบนุกะษีร ได้อรรถาธิบายว่า “อัลลอฮฺทรงใช้ให้พวกท่านยืนหยัดในการทำอิบาดะฮฺในลักษณะดังกล่าว คือปฏิบัติตามบรรดาเราะสูลด้วยการยึดมั่นในสิ่งที่พวกเขานำมาจากอัลลอฮฺ และสิ่งที่มีในบทบัญญัติด้วยความบริสุทธิ์ใจในการทำอิบาดะฮฺ เพราะอัลลอฮฺจะไม่รับกิจการงานใดๆ เว้นแต่จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสองประการ คือ หนึ่ง จะต้องถูกต้องและสอดคล้องกับบทบัญญัติ และสองจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจโดยปราศจากการตั้งภาคี” (Ibn Kathir, 1983 : 3/158)
และอัลลอฮฺตรัสว่า
«قُلْ أَمَرَ رَبِّي بِالْقِسْطِ وَأَقِيمُوا وُجُوهَكُمْ عِنْدَ كُلِّ مَسْجِدٍ وَادْعُوهُ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ كَمَا بَدَأَكُمْ تَعُودُونَ»
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มูฮัมหมัด) ว่า พระเจ้าของฉันได้ทรงสั่งให้มีความยุติธรรม และพวกเจ้าจงผินให้ตรงซึ่งใบหน้าของพวกเจ้า ณ ทุกๆ มัสยิดและจงวิงวอนต่อพระองค์ในฐานะผู้มอบการอิบาดะฮฺทั้งหลายแด่พระองค์โดยบริสุทธิ์ใจ เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบังเกิดพวกเจ้าแต่แรกนั้น พวกเจ้าจะได้กลับไป” (สูเราะฮฺอัลอะอฺรอฟ อายะฮฺที่ 29)
และอัลลอฮฺตรัสว่า
«فَادْعُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ وَلَوْ كَرِهَ الْكَافِرُونَ»
ความว่า “ดังนั้น พวกเจ้าจงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ ด้วยความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ แม้ว่าพวกปฏิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม” (สูเราะฮฺฆอฟิร อายะฮฺที่ 14)
อัลลอฮฺตรัสว่า
«هُوَ الْحَيُّ لا إِلَهَ إِلا هُوَ فَادْعُوهُ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ»
ความว่า “พระองค์คือผู้ทรงมีชีวิต ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกกราบไหว้โดยเที่ยงแท้) นอกจากพระองค์ ดังนั้นจงวิงวอนขอต่อพระองค์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ บรรดาการสรรเสริญนั้นเป็นของอัลลอฮฺ พระเจ้าแห่งสากลโลก” (สูเราะฮฺฆอฟิร อายะฮฺที่ 65)
อัลลอฮฺตรัสว่า
«قُلْ إِنَّ صَلاتِي وَنُسُكِي وَمَحْيَايَ وَمَمَاتِي لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ»
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มูฮัมหมัด) ว่า แท้จริงการละหมาดของฉัน และการอิบาดะฮฺของฉัน และการมีชีวิตของฉัน และการตายของฉันนั้นเพื่ออัลลอฮฺผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลกเท่านั้น” (สูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ 162)
อัลลอฮฺตรัสว่า
«وَمَنْ أَحْسَنُ دِينًا مِمَّنْ أَسْلَمَ وَجْهَهُ لِلَّهِ وَهُوَ مُحْسِنٌ»
ความว่า “และผู้ใดเล่าจะมีศาสนาดียิ่งไปกว่าผู้ที่มอบใบหน้าของเขาให้แก่อัลลอฮฺ และขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี...”(ส่วนหนึ่งจากอายะฮฺที่ 125 สูเราะฮฺอันนิซาอฺ)
อิบนุ อัลกอยยิม อรรถาธิบายว่า “ดังนั้น อิสลามคือ การมีเจตนาที่บริสุทธิ์และปฏิบัติกิจการต่างๆเพื่ออัลลออฺเพียงพระองค์เดียว” (Ibn al-Qayyim, 1392 : 2/90)
อัลลอฮฺตรัสว่า
«قُلْ إِنَّمَا أَنَا بَشَرٌ مِثْلُكُمْ يُوحَى إِلَيَّ أَنَّمَا إِلَهُكُمْ إِلَهٌ وَاحِدٌ فَمَنْ كَانَ يَرْجُو لِقَاءَ رَبِّهِ فَلْيَعْمَلْ عَمَلا صَالِحًا وَلا يُشْرِكْ بِعِبَادَةِ رَبِّهِ أَحَداً»
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มูฮัมหมัด) แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวะฮียฺแก่ฉันว่า แท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดีและอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย” (สูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิ อายะฮฺที่ 110)
อิบนุ กะษีร (Ibn Kathir, 1983 : 4/432) ได้อรรถาธิบายว่า “และสองประการนี้คือเงื่อนไขในการตอบรับกิจการต่างๆ คือ หนึ่งจำเป็นต้องมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺ และสองจะต้องถูกต้องตามบทบัญญัติของท่านเราะสูล”
บรรดาอายะฮฺต่างๆ ที่ได้นำเสนอมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับการมีความบริสุทธิ์ใจเท่านั้น การที่อัลลอฮฺทรงกล่าวเน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวหลายครั้งในอัลกุรอาน แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก และจะสังเกตได้ว่าเมื่อใดที่พระองค์ทรงพูดถึงเรื่องนี้ พระองค์จะกล่าวเกี่ยวกับการมิให้นำสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ด้วยเสมอ
หลักฐานจากอัลหะดีษ
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวไว้เกี่ยวกับการตั้งเจตนาว่า
«إِنَّمَا الأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ، وَإِنَّمَا لِكُلِّ امْرِئٍ مَا نَوَى، فَمَنْ كَانَتْ هِجْرَتُهُ إِلَى اللهِ وَرَسُوْلِهِ فَهِجْرَتُهُ إِلَى اللهِ وَرَسُوْلِهِ، وَمَنْ كَانَتْ هِجْرَتُهُ لِدُنْيَا يُصِيبُهَا أَوِ امْرَأَةٍ يَنْكِحُهَا فَهِجْرَتُهُ إِلَى مَا هَاجَرَ إِلَيْهِ»
ความว่า “แท้จริง ทุกๆ กิจการงานขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริง สำหรับทุกคนนั้นคือสิ่งที่เขาได้มีเจตนาไว้ ดังนั้น ผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาเพื่อสู่อัลลอฮฺ และเราะสูลของพระองค์ ดังนั้น การอพยพของเขานั้นไปสู่อัลลอฮฺ และ เราะสูลของพระองค์ และผู้ใดซึ่งการอพยพของเขาเพื่อโลกดุนยา หรือเพื่อผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย ดังนั้นการอพยพของเขานั้นไปสู่สิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายไว้” [ii]
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวในหะดีษอีกบทหนึ่งว่า
«ثَلاَثٌ لاَ يُغِلُّ عَلَيْهِنَّ قَلْبُ مُسْلِمٍ: إِخْلاَصُ الْعَمَلِ لِلَّهِ، وَمُنَاصَحَةُ أَئِمَّةِ الْمُسْلِمِينَ، وَلُزُومُ جَمَاعَتِهِمْ... »
ความว่า “สามประการนี้จะไม่ทำให้หัวใจของมุสลิมหวั่นไหว คือมีความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติกิจการต่างๆเพื่ออัลลอฮฺ ตักเตือนผู้นำ และการอยู่ร่วมกับญะมาอะฮฺมุสลิม...” [iii]
อัลลอฮฺทรงตรัสในหะดีษกุดซีย์[iv] ว่า
«أَنَا أَغْنَى الشُّرَكَاءِ عَنْ الشِّرْكِ، فَمَنْ عَمِلَ لِي عَمَلاً أَشْرَكَ فِيهِ غَيْرِي فَأَنَا مِنْهُ بَرِيءٌ وَهُوَ لِلَّذِي أَشْرَكَ»
ความว่า “ฉันเป็นผู้ที่เหนือกว่าในบรรดาผู้ที่พวกเขาตั้งภาคีทั้งหลาย บุคคลใดก็ตามที่ปฏิบัติกิจการต่างๆ โดยตั้งภาคีพร้อมกับฉัน ดังนั้น ฉันห่างไกลจากสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคี และสิ่งดังกล่าวก็เพื่อสิ่งที่เขาตั้งภาคี” [v]
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกถามเกี่ยวกับผลตอบแทนของผู้ที่ออกรบโดยมีเจตนาเพื่อหวังผลตอบแทนและให้ผู้คนกล่าวสรรเสริญเขาว่า
جَاءَ رَجُلٌ إِلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ: أَرَأَيْتَ رَجُلًا غَزَا يَلْتَمِسُ الأَجْرَ وَالذِّكْرَ مَالَهُ؟ فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: «لاَ شَيْءَ لَهُ» فَأَعَادَهَا ثَلاَثَ مَرَّاتٍ، ثُمَّ قَالَ: «إِنَّ اللَّهَ لاَ يَقْبَلُ مِنْ الْعَمَلِ إِلاَّ مَا كَانَ لَهُ خَالِصًا وَابْتُغِيَ بِهِ وَجْهُهُ»
ความว่า “มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยเขากล่าวว่า ท่านมีความเห็นอย่างไรหากชายคนหนึ่งออกรบเพื่อหวังผลตอบแทนและให้บุคคลอื่นกล่าวถึงเขา ? ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวตอบเขาว่า “ไม่มีอะไรเลย” ท่านทวนมันถึงสามครั้ง หลังจากนั้นท่านก็กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงรับกิจการใดๆ เว้นแต่เสียว่ากิจการนั้นจะต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และทำเพื่อได้รับผลตอบแทนจากพระองค์” [vi]
และหะดีษอีกบทหนึ่งที่กล่าวไว้เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลที่ทำงานต่างๆ เพื่อให้ผู้คนสรรเสริญดังที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«إِنَّ أَوَّلَ النَّاسِ يُقْضَى يَوْمَ الْقِيَامَةِ عَلَيْهِ رَجُلٌ اسْتُشْهِدَ فَأُتِيَ بِهِ فَعَرَّفَهُ نِعَمَهُ فَعَرَفَهَا، قَالَ: فَمَا عَمِلْتَ فِيهَا؟ قَالَ: قَاتَلْتُ فِيكَ حَتَّى اسْتُشْهِدْتُ. قَالَ: كَذَبْتَ وَلَكِنَّكَ قَاتَلْتَ لِأَنْ يُقَالَ جَرِيءٌ فَقَدْ قِيلَ، ثُمَّ أُمِرَ بِهِ فَسُحِبَ عَلَى وَجْهِهِ حَتَّى أُلْقِيَ فِي النَّارِ. وَرَجُلٌ تَعَلَّمَ الْعِلْمَ وَعَلَّمَهُ وَقَرَأَ الْقُرْآنَ فَأُتِيَ بِهِ فَعَرَّفَهُ نِعَمَهُ فَعَرَفَهَا، قَالَ: فَمَا عَمِلْتَ فِيهَا؟ قَالَ: تَعَلَّمْتُ الْعِلْمَ وَعَلَّمْتُهُ وَقَرَأْتُ فِيكَ الْقُرْآنَ. قَالَ: كَذَبْتَ وَلَكِنَّكَ تَعَلَّمْتَ الْعِلْمَ لِيُقَالَ عَالِمٌ، وَقَرَأْتَ الْقُرْآنَ لِيُقَالَ هُوَ قَارِئٌ فَقَدْ قِيلَ، ثُمَّ أُمِرَ بِهِ فَسُحِبَ عَلَى وَجْهِهِ حَتَّى أُلْقِيَ فِي النَّارِ. وَرَجُلٌ وَسَّعَ اللَّهُ عَلَيْهِ وَأَعْطَاهُ مِنْ أَصْنَافِ الْمَالِ كُلِّهِ فَأُتِيَ بِهِ فَعَرَّفَهُ نِعَمَهُ فَعَرَفَهَا، قَالَ: فَمَا عَمِلْتَ فِيهَا؟ قَالَ: مَا تَرَكْتُ مِنْ سَبِيلٍ تُحِبُّ أَنْ يُنْفَقَ فِيهَا إِلَّا أَنْفَقْتُ فِيهَا لَكَ. قَالَ: كَذَبْتَ وَلَكِنَّكَ فَعَلْتَ لِيُقَالَ هُوَ جَوَادٌ فَقَدْ قِيلَ، ثُمَّ أُمِرَ بِهِ فَسُحِبَ عَلَى وَجْهِهِ، ثُمَّ أُلْقِيَ فِي النَّارِ»
ความว่า “ในวันกิยามะฮฺ บุคคลกลุ่มแรกที่จะถูกพิพากษาคือ “ผู้ที่ตายชะฮีด (ตายในสนามรบเพื่อศาสนาของอัลลอฮฺ) คนหนึ่ง พระองค์อัลลอฮฺทรงถามว่า “เราไม่ได้โปรดประทานความโปรดปราน (เนียะอฺมะฮฺ) ต่างๆ เหล่านี้แก่เจ้าหรอกหรือ? เขาก็ยอมรับทุกอย่าง แล้วพระองค์ก็ทรงซักถามต่อไปอีกว่า “แล้วเจ้าได้รำลึกถึงพระคุณในความโปรดปรานต่างๆของเราอย่างไร?” เขาตอบว่า “ฉันได้ทำสงครามเพื่อศาสนาของพระองค์ จนฉันก็ได้สิ้นชีวิตเป็นชะฮีด(ในสงครามนั้น)” พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “เจ้าโกหก เจ้าออกทำสงครามนั้นก็ด้วยความตั้งใจเพื่อให้ผู้คนกล่าวขานว่าเจ้าเป็นนักรบ (ที่กล้าหาญ)” แล้วเขาก็ถูกจับขว้างลงไปในนรกญะฮันนัม
ต่อมาก็มีการสอบถามบุคคลผู้มีวิชาความรู้ เหมือนดังที่ถามบุคคลก่อนนั้นเช่นกัน แล้วเขาก็ยอมรับทุกอย่างแล้วถูกซักถามอีกว่า แล้วเจ้ารำลึกถึงพระคุณของเราอย่างไร ? เขาตอบว่า “ฉันได้ศึกษาเล่าเรียนในวิชาศาสนาอิสลามแล้วฉันก็ได้ทำการสั่งสอนมนุษย์เพื่อพระองค์เท่านั้น” พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “เจ้าโกหกเจ้าศึกษาวิชาศาสนาเพื่อให้เขาเรียกเจ้าว่าเป็นอุลามาอฺ (ผู้มีวิชาความรู้) และเจ้าก็อ่านอัลกุรอานเพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นกอรีย์” แล้วผู้นั้นก็ถูกจับโยนลงสู่ขุมมนรก
ต่อมาบุคคลผู้ร่ำรวยคนหนึ่งก็ถูกเรียกไปสอบสวน การซักถามก็เหมือนกับคนก่อน (และในคำถามสุดท้ายเขาตอบว่า) “ฉันได้ใช้จ่ายบริจาคทรัพย์สมบัติของฉันเพื่อพระองค์อยู่เป็นเนืองนิตย์” พระองค์อัลลอฮฺทรงดำรัสว่า “เจ้าโกหกเจ้าใช้จ่ายทรัพย์สมบัติของเจ้าเพื่อจะให้ได้ชื่อว่าเป็นคนใจบุญ” แล้วเขาก็ถูกขว้างลงสู่นรกญะฮันนัมเช่นกัน” [vii]
หลักฐานจากบรรดาสะลัฟศอและฮฺ
ส่วนทัศนะของบรรดาสะลัฟศอและฮฺในเรื่องของการมีความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติอะมัลนั้นมีมากมาย แต่ผู้วิจัยขอหยิบยกที่สำคัญๆดังนี้
อาลี อิบนฺ อบีฏอลิบ และอับดุลลอฮฺ อิบนฺ มัสอูด กล่าวว่า “คำพูดจะไร้ประโยชน์หากไม่มีการปฏิบัติ การปฏิบัติจะไร้ประโยชน์หากมิได้พูด ทั้งคำพูดและการปฏิบัติจะไร้ประโยชน์หากมิได้มีการตั้งเจตนา และการตั้งเจตนาจะไร้ประโยชน์หากมิได้สอดคล้องกับสุนนะฮฺ” (Muhammad Ibn al- Husain, 1403 :131)
อุบาดะฮฺ อิบนฺ อัศศอมิต[viii] กล่าวว่า “โลกดุนยาจะมาในวันกิยามะฮฺโดยจะกล่าวว่า “จงแยกแยะสิ่งใดที่ทำเพื่ออัลลอฮฺ และจงโยนทิ้งสิ่งอื่น (ที่ไม่ใช่เพื่ออัลลอฮฺ) ทั้งหมดในกองไฟ” (Hinad bin al-Sirri, 1406 : 2/436)
ยะหฺยา อิบนฺ อะบีกะษีร[ix] กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงเรียนรู้ในเรื่องของการตั้งเจตนา เพราะแท้จริงการตั้งเจตนานั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้บรรลุผลจากการปฏิบัติ” (al-Asbihani, 1400 : 3/70)
ฟุฎ็อยลฺ อิบนฺ อิยาฎฺ[x] ได้อ่านอายะฮฺอัลกุรอานที่ว่า (บางส่วนจากอายะฮฺที่ 7 สูเราะฮฺฮูด และสูเราะฮฺอัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 2) แล้วเขากล่าวว่า “มีความบริสุทธิ์ใจ และถูกต้อง” พวกเขากล่าวว่า “โอ้อบูอาลี อะไรคือมีความบริสุทธิ์ใจและถูกต้อง? ท่านฟุฎ็อยลฺ อิบนฺ อิยาฎ กล่าวว่า “เมื่อปฏิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยกับความบริสุทธิ์ใจแต่ปฏิบัติไม่ถูกต้อง การปฏิบัตินั้นก็จะไม่ถูกตอบรับ และหากปฏิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ถูกต้องแต่ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ การปฏิบัตินั้นก็จะไม่ถูกตอบรับ จนกว่าจะมีทั้งความบริสุทธิ์ใจและความถูกต้อง ความบริสุทธิ์ใจคือ เมื่อปฏิบัติสิ่งใดก็เพื่ออัลลอฮฺ และความถูกต้องคือ เมื่อปฏิบัติสิ่งใดก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของสุนนะฮฺ”
ซุบัยรฺ อัลยามีย์[xi] กล่าวว่า “แท้จริงจะเป็นที่รักยิ่งสำหรับฉันก็คือ การตั้งเจตนาในทุกๆ เรื่อง ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เรื่องของอาหารก็ตาม...”
หากเราพิจารณาจากอายะฮฺอัลกุรอาน อัสสุนนะฮฺของท่านเราะสูล และคำกล่าวของบรรดาสะลัฟศอและฮฺ เราจะพบว่าการตั้งเจตนาถือเป็นหัวใจของทุกกิจการ หากเริ่มต้นด้วยการตั้งเจตนาดี การงานทุกอย่างก็จะเป็นผลดีไปด้วย
เชิงอรรถ
[i] อิบนุกะษีร คือ อิสมาอีล อิบนฺ อุมัร อิบนฺ กะษีร อิบนฺ ดัรอฺ อัลกุรชีย์ อัดดิมัชกีย์ อะบุลฟิดาอฺ เขาเป็นนักท่องจำอัลกุรอาน นักประวัติศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักอรรถาธิบายอัลกุรอาน เกิดในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 701 เป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย และได้แต่งตำราไว้มากมาย ประชาชนได้คักลอกตำราของเขาในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ เสียชีวิตที่ดามัสกัสในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 774 (Ibn al-‘Imad al-Hanbali, n.d. : 6/231 ; Ibn Kathir, 1966 : 14/31,46 ; al-Zirigli, n.d. : 1/320)
[ii] หะดีษบันทึกโดยบุคอรีย์ หมายเลข 1, 52, 6439, 4682 มุสลิม หมายเลข 3530 และอบูดาวูด หมายเลข 1882
[iii] เป็นส่วนหนึ่งของหะดีษที่บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หมายเลข 226 , 3047 ดารีมีย์ หมายเลข 229, 230, 231, 232 และอะห์มัด หมายเลข 16138, 16153, 20608
[iv] หะดีษกุดซีย์ คือหะดีษที่ท่านนบีพาดพิงถึงอัลลอฮฺโดยระบุว่า อัลลอฮฺทรงเป็นผู้ดำรัส (ดูอัฏเฏาะฮาน ตัยสีรอัลมุศเฏาะละฮฺ หน้า 20)
[v] หะดีษบันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 5300
[vi] หะดีษบันทึกโดยอันนะสาอีย์ หมายเลข 3089 อัลอัลบานีย์กล่าวว่า หะดีษเศาะฮีหฺ (เศาะฮีหฺ สุนัน อิบนุมาญะฮฺ 2/138)
[vii] หะดีษรายงานโดยมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1905, อัตติรมีซีย์ หมายเลข 2948, อันนะสาอีย์ หมายเลข 3138 และอะห์มัด หมายเลข 8078
[viii] คือ อุบาดะฮฺ อิบนฺ ศอมิต อิบนฺ กอยสฺ อิบนฺ อัษรอม อัลคอซรอญีย์ อัลอันศอรีย์ เป็นบุคคลต้น ๆ ในการรวบรวมอัลกุรอานในสมัยของท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านอุมัรได้ส่งเขาไปยังปาเลสไตน์เพื่อทำการสอนอัลกุรอาน และอาศัยอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตที่อัรรอมละอฺในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่34 (al-‘Asqallani, n.d. : 2/260-261 ; al-‘Asqallani, 1325 : 5/111-112 ; al-Dhahabi, 1402 : 2/5-11)
[ix] คือ ยะห์ยา อิบนฺ ศอและฮฺ อัฏฏออีย์ อัลยะมานีย์ อะบูนัศรฺ อิบนฺ อะบีกะษีร เป็นนักปราชญ์ชาวยะมามะฮฺ เป็นตาบีอีน เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ (ثقة) ในด้านการรายงานหะดีษ เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 129 (Ibn Manie‘a, n.d. : 5/555 ; al-‘Asqallani, 1325 : 11/268)
[x] คือ อบูอาลีย์ อัลฟะฎีล อิบนฺ อิยาฎ อิบนฺ มัสอูด อัฏฏอลิกอนีย์ เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่น เป็นนักอิบาดะฮฺ มีความน่าเชื่อถือได้ และเป็นอิมามผู้มีชื่อเสียง เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 187 (al-Asbihani, 1400 : 8/84 ; al-Dhahabi, 1402 : 8/421; al-‘Asqallani, 1325 : 8/294 ; Ibn Kalkan, n.d. : 4/47)
[xi] คือ อัซซุบัยรฺ อิบนฺ อัลหาริษ อิบนฺ อัลดุลการีม อิบนฺ อัมรฺ อิบนฺ กะอบฺ อัลยามีย์ เขาเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ เป็นตาบีอีน เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 123 (al-‘Asqallani, 1325 : 3/310-311 ; Ibn Hajar, 1395 : 1/257 , al-Dhahabi, 1405 : 1/119)