മുഹമ്മദ് നബി (സ്വ.അ) | മുഹമ്മദ് നബി (സ്വ.അ) | മുസ്ലിമിന്‍റെ സ്വഭാവങ്ങള്‍ | പുതുമുസ്ലീം | ഹജ്ജും ഉം’റയും | കൂടുതല്‍...
പ്രിന്‍റ്റ്‌ ചെയ്യുക കൂട്ടുകാരന്‌ അയക്കുക അഡ്മിനിസ്‌റ്റ്‌റേഷനിലേക്ക്‌ അയക്കുക അഭിപ്രായം രേഖപ്പെടുത്തുക അഭിപ്രായങ്ങള്‍ പ്രദര്‍ശിപ്പിക്കുക എച്‌. റ്റി. എം. എല്‍ കോഡ്‌ എംബെഡ്‌ ചെയ്യുക
ഇസ്ലാമിനെ മനസ്സിലാക്കുക
പുസ്തകങ്ങള്‍ ഇനം-വിവരണം
കൂടെയുള്ള അറ്റാച്മെന്റ് ( 1 )
1.
th4726.pdf.pdfth4726.pdf
361 KB
th4726.pdf.pdfഇനം ടൗണ്‍ലോഡ്‌ ചെയ്യുക: th4726.pdf.pdf: th4726.pdf.pdf

อิสลามกับการเข้าถึงหัวใจของศาสนาและความเข้าใจระหว่างศาสนา


 

บทความนี้ต้องการที่จะนำเสนอและอธิบายถึงหลักการบางข้ออันเป็นหัวใจของศาสนา อิสลาม และแนวคิดอิสลามโดยสังเขปในการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา โดยวางอยู่บนฐานการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมินั่นคือมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และรายงานวจนะของท่านศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน) เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างถูกต้องต่อคำสอนอิสลามในประเด็นที่เกี่ยวข้อง นี้ โดยไม่ถูกบิดเบือนจากบุคคลอื่นที่ไม่ประสงค์ดี

 

(1) หัวใจของศาสนา

 

1.1 รู้จักตนเองด้วยการตอบคำถามแห่งชีวิต

 

มนุษย์ทุกคนที่เกิดมามีชีวิตในโลกนี้ หากรู้จักใช้สติปัญญาใคร่ครวญแล้ว ล้วนมีคำถามแห่งชีวิตอยู่กันทุกคน คำถามที่หมายถึงคือการค้นหาว่าตนนั้นมาจากไหน? เกิดมาทำไม? กำลังจะดำเนินชีวิตไปไหน? และอะไรคือความหมายหรือเป้าประสงค์แห่งชีวิตที่แท้จริง?

การค้นหาคำตอบสำหรับคำถามพื้นฐานเหล่านี้ ในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ การพยายามเพื่อที่จะรู้จักตัวตนของมนุษย์ให้ดีที่สุดนั่นเอง เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องและถูกต้องตรงตามที่ได้รับจากคำตอบนั้น

ในมุมมองของอิสลามนั้น ถือว่าคำถามเหล่านี้เป็นข้อซักถามที่กำเนิดมาพร้อมกับการเป็นมนุษย์(เรียกกันในศัพท์อิสลามว่า “ฟิฏเราะฮฺ” หรือกมลสันดานดั้งเดิมตั้งแต่กำเนิด) และอิสลามก็ได้เตรียมคำตอบอย่างชัดเจน ละเอียด ครอบคลุม และสมบูรณ์ที่สุดเพื่อมนุษย์ทั้งมวลจะได้ยึดเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิต

อิสลาม คือศาสนาที่เชื่อในสาสน์แห่งพระผู้เป็นเจ้า(ชาวมุสลิมเรียกว่า อัลลอฮฺ) หลักคำสอนและบทบัญญัติทุกประการในอิสลามล้วนได้รับมาจากวิวรณ์(วะหฺยู)แห่งพระผู้เป็นเจ้า ผ่านศาสนทูตแห่งพระองค์ โดยมีมลาอิกะฮฺญิบรีล(ซึ่งอาจจะเรียกว่า เทวทูต) เป็นสื่อที่นำคำสอนต่างๆ จากพระผู้เป็นเจ้าให้แก่ท่านศาสนทูตอีกทอดหนึ่ง

ในคำสอนแห่งพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้เปิดเผยว่า เราทุกคนเป็นสิ่งที่พระองค์ให้บังเกิดขึ้น เพื่ออยู่ในฐานะบ่าวที่มีหน้าที่มอบที่สุดแห่งการเคารพภักดีแด่พระองค์เพียงผู้เดียว

“และข้า(อัลลอฮฺ) มิได้ให้บังเกิดมวลญินและ มนุษย์มาเพื่อการใด เว้นแต่เพื่อให้พวกเขาอิบาดะฮฺ(ทำหน้าที่เป็นบ่าว)ต่อข้า” (อัลกุรอาน 51:56)

 

ไม่ใช่สาระสำคัญสำหรับมนุษย์ที่ต้องรู้ว่า พระผู้เป็นเจ้ามีแรงจูงใจอันใดที่ทรงกำหนดให้มีสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ด้วย เพราะพระองค์ไม่ได้เปิดเผยให้เราทราบ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเรากำเนิดมาเป็นมนุษย์แล้ว จำเป็นที่เราต้องปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงผู้ถูกสร้างให้ดีที่สุด มิเช่นนั้นแล้วการมีชีวิตก็ไม่มีค่าใดๆ สำหรับเรา

“จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด) แท้จริงการนมาซของฉัน การเชือดพลีของฉัน ชีวิตและความตายของฉัน ล้วนเพื่ออัลลอฮฺผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาลทั้งมวล ไม่มีการตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และสิ่งนั้นคือสิ่งที่ฉันถูกบัญชา และฉันคือผู้แรกในบรรดาผู้มอบตน(เป็นมุสลิม)” (อัลกุรอาน 6:162-163)

 

การมีชีวิตของมนุษย์ต้องอยู่ภายใต้กรอบวิถีที่พระผู้เป็นเจ้าบัญญัติไว้ เพราะพระองค์เป็นผู้ให้บังเกิด เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นผู้ที่จะเอาชีวิตคืน พระองค์จึงเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่า อันใดคือวิถีที่เหมาะสมและคู่ควรแก่การดำเนินชีวิตของสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นมา

“และนี่คือเส้นทางของข้าที่เที่ยงตรง ดังนั้นสูเจ้าจงตามมันเถิด และอย่าได้ตามเส้นทางอื่น เพราะมันจะทำให้สูเจ้าแตกออกไปจากเส้นทาง(อันเที่ยงตรง)นั้น” (อัลกุรอาน 6:153)

 

พระผู้เป็นเจ้าได้บอกให้เราทราบว่า มนุษย์ยังต้องเผชิญกับชีวิตนิรันดร์ในโลกหน้าหลังจากที่ได้สิ้นชีวิตในโลกนี้ไปแล้ว โลกหน้าคือโลกแห่งการตอบแทนจากสิ่งที่มนุษย์ได้ประพฤติปฏิบัติเอาไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต โลกแห่งความนิรันดร์เป็นสถานที่พำนักอันถาวร ในขณะที่โลกนี้เป็นเพียงโลกแห่งความชั่วคราวเท่านั้น การมีชีวิตในโลกนี้เป็นการเดินทางสู่โลกหน้านั่นเอง ดังนั้นจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่ของมนุษย์จึงอยู่ในอีกโลกหนึ่งข้างหน้า กระนั้นโลกนี้ก็มีความสำคัญต่อมนุษย์ในฐานะที่เป็นแหล่งเตรียมสัมภาระเพื่อการเดินทางอันนิรันดร์ ชีวิตโลกจึงเป็นแหล่งเพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลในอาคิเราะฮฺ(โลกหน้า)

“และจงไขว่คว้าหาอาคิเราะฮฺด้วยปัจจัยที่อัลลอฮฺประทานให้แก่เจ้า และอย่าได้ลืมส่วนของเจ้าบนโลกนี้” (อัลกุรอาน 28:77)

“และชีวิตโลกนี้มิได้เป็นสิ่งใด นอกเสียจากเพียงการรื่นเริงและการละเล่นเท่านั้น และแท้จริงแล้ว โลกหน้าต่างหากคือชีวิตอันสถาพร”(อัลกุรอาน 29:64)

 

การได้รู้จักตัวตนผ่านการตอบถามแห่งชีวิตเหล่านี้ทั้งหมด และการดำเนินชีวิตตามที่ได้รับรู้มา นั่นคือวิถีแห่งอิสลาม ที่จะก่อให้เกิดสันติสุขแก่ตัวมนุษย์ โดยเห็นได้ประจักษ์แจ้งตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และรวมถึงความคาดหวังอันเปี่ยมล้นถึงความสันติสุขในโลกหลังความตายอีกด้วย

 “ผู้ใดที่ปฏิบัติความดีทั้งผู้ชายหรือผู้หญิงโดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธาแล้วไซร้ แน่แท้เราจะให้เขาได้รับซึ่งชีวิตที่ดี”(อัลกุรอาน 16:97)

 

1.2 อิสลามคือระบอบแห่งการดำเนินชีวิต

 

ถ้าหากศาสนาหมายถึงความเชื่อ พิธีกรรมหรือวิธีปฏิบัติจำเพาะบางประการแล้ว อิสลามย่อมเป็นมากกว่าศาสนา เพราะพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานบัญญัติต่างๆ มากมายที่ครอบคลุมวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกๆ ด้านทั้งหมด คำสอนของอิสลามเข้าถึงทุกกระบวนการและกิจกรรมแห่งชีวิต อันหมายรวมถึงความเชื่อ จิตวิญญาณ ร่างกาย การปฏิบัติศาสนกิจ พิธีกรรม การอบรม ครอบครัว เรื่องส่วนตัว สังคม บ้านเมือง โลก สรรพสิ่งทั้งหมด ทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้ วิทยาการ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ อนาคต การเมือง การบริหารจัดการ การปกครอง การเชื่อมสัมพันธ์ และยิ่งไปกว่านั้น อิสลามเข้าไปมีบทบาทและหยั่งลึกในความรู้สึกนึกคิด ความตั้งใจ และเจตนารมณ์ของมนุษย์อีกด้วย

ความละเอียดอ่อนในเรื่องคำสอนและบทบัญญัติของอิสลามเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง และเห็นประจักษ์ชัดในทุกอิริยาบถของผู้เป็นมุสลิม แม้แต่ในเรื่องการดื่มกิน การถ่าย การหลับนอน การชำระล้างร่างกาย การแต่งกาย การเชือดสัตว์ การทำอาหาร การซื้อขาย การแต่งงาน การหย่าร้าง การแสวงหาปัจจัยยังชีพ การคบค้าสมาคม และอื่นๆ

หรือแม้กระทั่งการตั้งเจตนาและการนึกคิด ล้วนแล้วต้องอยู่ในกรอบของคำสอนและบทบัญญัติอิสลามทั้งสิ้น

มีตัวอย่างจากวจนะของท่านศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน) เช่น

·    “เด็กน้อยเอ๋ย จงกล่าวพระนามของอัลลอฮฺ จงกินด้วยมือขวา จงกินสิ่งที่อยู้ใกล้ตัวเจ้าก่อน” (รายงานโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

·    “แท้จริงการกระทำต่างๆ นั้นอยู่ที่การตั้งเจตนา และทุกๆ คนจะได้รับผลตามที่เขาเจตนา” (รายงานโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

·    ชาวยิวได้กล่าวแก่ท่านซัลมาน อัล-ฟาริซีย์ สาวกผู้หนึ่งของท่านศาสนทูต ว่า “แท้จริงนบีของพวกท่านได้สอนพวกท่านทุกอย่างแม้กระทั่งการขับถ่าย” ท่านซัลมานได้กล่าวตอบว่า “ใช่ แท้จริงท่านศาสนทูตได้ห้ามเรา ไม่ให้หันไปทางกิบลัต(ทิศที่มุสลิมใช้ผินหน้าในการละหมาด)เวลาที่เราจะถ่ายเบาหรือถ่ายหนัก ท่านได้ห้ามเราไม่ให้ชำระล้างจากการขับถ่ายด้วยมือขวา หรือล้างน้อยกว่าสามครั้ง และห้ามไม่ให้เราใช้มูลและกระดูกสัตว์ในการเช็ดถู” (รายงานโดย มุสลิม)

 

บท บัญญัติต่างๆ ของอิสลามทั้งที่เป็นข้อบังคับใช้และคำสั่งห้ามล้วนตั้งอยู่บนผลประโยชน์ แห่งปัจจัยพื้นฐานห้าประการที่อิสลามให้ความสำคัญ คือ ศาสนา ชีวิต ทรัพย์สิน เกียรติ และปัญญาของมนุษย์ ไม่มีสิ่งใดที่อิสลามกำหนดให้มนุษย์ทำเว้นแต่มันมีผลดีต่อพวกเขา และไม่มีสิ่งใดที่อิสลามสั่งห้ามเว้นแต่มันย่อมต้องมีผลร้ายต่อมนุษย์อีก เช่นกันท่านศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน) มิได้จากโลกนี้ไปเว้นแต่ได้สั่งกำชับในสิ่งที่ดีทุกประการ และสั่งห้ามจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำหรับการดำเนินชีวิตของประชาชาติตลอดไป

อัลกุรอาน อันเป็นคัมภีร์แห่งพระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดของมนุษย์ นับตั้งแต่เรื่องที่ยิ่งใหญ่จนถึงเรื่องละเอียดอ่อนเล็กๆ ที่สุด ทั้งเรื่องที่ถือว่าเป็นความหมายแห่งชีวิต และเรื่องที่ถือว่าเป็นความงดงามอันเป็นศิลปะที่มนุษย์สามารถสัมผัสและชื่นชม

“และเราได้ประทานลงมาแก่เจ้าซึ่งคัมภีร์อัลกุรอานนี้ เพื่อสาธยายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเป็นทางนำ ความเมตตา และข่าวดีแก่บรรดามุสลิมผู้มอบตน” (อัลกุรอาน 16:89)

 

ศาสนทูตแห่งอิสลาม เป็นทั้งศาสดาผู้ประกาศคำสอน เป็นพ่อบ้าน เป็นพ่อค้า เป็นครู เป็นมิตรสหาย เป็นเพื่อนบ้าน เป็นนักอบรม เป็นบิดา เป็นผู้นำ เป็นแม่ทัพ เป็นผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ทุกข์โศก ดีใจและเสียใจ เป็นแบบอย่างที่มนุษย์ทุกระดับชั้นสามารถเข้าถึงและเอาเยี่ยงอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำในทุกระดับ นักการศาสนา กรรมกร ชาวนา และปุถุชนทั่วๆไป

“แท้จริงแล้ว ในตัวของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺนั้น มีแบบอย่างที่ดีสำหรับสูเจ้าทั้งหลายที่หวังในอัลลอฮฺและโลกหน้า”(อัลกุรอาน 33:21)

 

อิสลามจึงไม่มีการแบ่งแยกระหว่างนักการศาสนาและบุคคลธรรมดา จะมีก็แต่นักปราชญ์กับผู้ที่ไม่ใช่นักปราชญ์เท่านั้น แต่บุคคลทั้งสองประเภทมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าและได้รับความโปรดปรานจากพระองค์ เพราะเกณฑ์แห่งความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ที่ระดับความรู้ เกียรติยศศักดิ์ศรี ทรัพย์สมบัติ ชาติตระกูล หรือเผ่าพันธุ์ หากแต่อยู่ที่ความยำเกรง การปฏิบัติตามและเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใด

“แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮฺ คือผู้ที่เปี่ยมด้วยความยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า” (อัลกุรอาน 49:13)

 

การสืบทอดโครงสร้างของอิสลามตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน เป็นการสืบทอดความดั้งเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานยังคงเป็นคำสอนเดิมที่ปราศจากการสังคายนาหรือเพิ่มเติมแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นอิสลามจึงเป็นระบอบแห่งการดำเนินชีวิตสำหรับมนุษย์ทั้งมวล และเพียงพอแล้วที่มนุษย์จะใช้อิสลามอันเป็นศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเป็นแสงสว่างนำทางในการดำเนินชีวิตของพวกเขา เพราะไม่มีคำถามใดๆ อีกที่เป็นความต้องการของวิสัยดั้งเดิมในตัวมนุษย์ เว้นแต่มันถูกกำหนดมาสมบูรณ์แล้วในบัญญัติแห่งอิสลาม อีกทั้งยังเพียบพร้อมด้วยความครอบคลุม และยืดหยุ่น เหมาะสมกับทุกสภาวการณ์ของชีวิต เพราะอิสลามเป็นระบอบแห่งการดำเนินชีวิตจากพระผู้เป็นเจ้า เป็นศาสนาที่พระองค์โปรดปราน

“แท้จริงศาสนา ณ อัลลอฮฺนั้นคืออิสลาม” (อัลกุรอาน 3:19)

 

“วันนี้ ข้า(อัลลอฮฺ)ได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้านั้นสมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว และได้เติมเต็มการประทานแห่งข้าแก่พวกเจ้าอย่างครบถ้วน และข้าพอใจที่จะให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า” (อัลกุรอาน 5:3)

 

1.3 อิสลาม ศาสนาแห่งสันติภาพ

ถ้าหากโลกปัจจุบันกำลังตั้งคำถามว่า ท่ามกลางความวุ่นวาย ความยุ่งเหยิง ความรุนแรงที่เกิดขึ้น มนุษย์จะหาสันติภาพได้ที่ไหน? เช่นใด? เรามีคำตอบว่า อิสลามคือสันติภาพ และสันติภาพนั้นมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในอิสลาม นับตั้งแต่ในเรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่องความเชื่อความศรัทธา เลยมาถึงการปฏิบัติศาสนกิจ การประพฤติปฏิบัติตน และหมายรวมถึงวิธีปฏิบัติในการเชื่อมสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไม่ว่าจะนับถือศาสนาเดียวกันหรือนับถือศาสนาอื่น

อิส ลาม คือชื่อที่นำมาจากรากศัพท์แห่งสันติภาพ พระผู้เป็นเจ้ามีพระนามแห่งสันติภาพ บัญญัติต่างๆ ในอิสลามล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างสันติภาพและสันติสุขให้กับชีวิตและสังคม มนุษย์ ทุกอิริยาบทและกิจกรรมของมุสลิมจะเกี่ยวโยงกับสันติภาพเกือบทั้งสิ้นในนมาซ การถือศีลอด การจ่ายซะกาต การทำหัจญ์ การเชือดสัตว์ การขอพร การทักทาย ฯลฯ

อิสลามกำหนดรูปแบบการเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยสันติวิธี ถึงแม้อิสลามจะไม่ปฏิเสธสงคราม แต่อิสลามไม่สนับสนุนให้เกิดสงคราม สงครามในมุมมองอิสลามไม่ใช่ทางเลือก ไม่ใช่นโยบาย แต่เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อถึงยามคับขันหรือไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว เป็นบัญญัติเพื่อป้องกันตนเองมากกว่าการรุกล้ำหรือละเมิดสิทธิ และอิสลามก็มีบัญญัติที่รัดกุมที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดสงคราม ที่สำคัญที่สุดแม้แต่ในสงครามเองทุกคนก็สามารถสัมผัสถึงสันติภาพของอิสลาม ประวัติศาสตร์ล้วนสามารถเป็นประจักษ์พยานในข้อเท็จจริงนี้ได้ดีที่สุด

อัลกุรอานถูกประทานลงมาในคืนที่เปี่ยมด้วยความศานติ เพื่อให้มนุษย์รู้จักและใช้สันติภาพ เพื่อโลกจะได้ดำเนินอยู่ด้วยสันติภาพ

สวรรค์ อันได้ชื่อว่าเป็นวิมานแห่งความสันติ คือสถานพำนักที่มวลมนุษย์ต่างใฝ่ฝันและปรารถนาอย่างที่สุดที่จะได้รับเป็น รางวัลจากองค์พระผู้เป็นเจ้าในวันที่พระองค์ทรงทักทายพวกเขาด้วยคำทักทาย แห่งความสันติ และชาวสวรรค์จะทักทายกันระหว่างพวกเขาด้วยคำกล่าวแห่งสันติเช่นนั้นนิรันดร์ ตลอดกาล (โปรดพิจารณา “อิสลาม ศาสนาแห่งสันติภาพ” โดย ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา จัดพิมพ์โดย ศูนย์บริการสังคม วิทยาลัยอิสลามยะลา คลิกเพื่อดาวน์โหลด ที่นี่)

ภาพลักษณ์ที่เลวร้ายและการกล่าวหาว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง แข็งกร้าว และเป็นบ่อเกิดการก่อการร้าย เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของผู้ที่ไม่ประสงค์ดี เป็นวาทกรรมแห่งยุคสมัยที่เคยปรากฏให้เห็นมาแล้วคล้ายๆ กันนี้ในอดีตตลอดชั่วระยะเวลาแห่งการดำรงอยู่ของอิสลาม คำใส่ร้ายเหล่านี้จะอันตรธานและมลายหายไปสิ้นเมื่อใดที่ใครก็ตามเข้ามาสัมผัสกับอิสลามด้วยตัวเอง ใช่แต่ฟังจาก “คนอื่น” ที่ไม่ให้เกียรติอิสลามแม้ในฐานะอารยธรรมหนึ่งของมนุษย์ที่ได้สร้างความเจริญมากมายให้กับโลกในอดีตและปัจจุบัน

ปัจจุบันผู้คนในโลกเลื่อมใสในอิสลามและนับถืออิสลามเพิ่มมากขึ้นอิสลามยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางการกล่าวหาว่าร้าย ซึ่งอาจจะเป็นหลักฐานพยานอีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า อิสลามไม่ใช่ศาสนาแห่งความรุนแรง และไม่ได้แผ่ขยายด้วยการใช้กำลังดังที่ถูกกล่าวหาไม่ ประชากรอิสลามมีจำนวนเพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ว่ามุสลิมอยู่ในฐานะที่ถูกกดขี่และเสียเปรียบ และหาได้เป็นมหาอำนาจในโลกปัจจุบันเลยไม่

ส่วนหลายเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งในประเทศและในภูมิภาคอื่น ที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมนั้น แท้จริงแล้วผู้ที่มีจิตสำนึกทุกคนล้วนทราบและยอมรับว่ามีปัจจัยอื่นแอบแฝงอยู่ ความรุนแรงเหล่านี้ไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากความขัดแย้งทางศาสนาเลยอย่างมิต้องสงสัย จึงไม่เป็นการถูกต้องที่จะใช้ศาสนามาอ้างว่าเป็นต้นตอและสาเหตุของปัญหา

 

คลิกดาวน์โหลดบทความฉบับสมบูรณ์ ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ ..

 

(2) ความเข้าใจระหว่างศาสนา

 

2.1 ไม่มีการบังคับในการนับถือศาสนา

 

2.2 ความร่วมมือกันในการสนับสนุนความดีและยับยั้งความชั่ว

 

2.3 การสนทนาแลกเปลี่ยนบนฐานแห่งความเป็นธรรมและสันติ

ലിങ്കുകളെ ബന്ധിപ്പിക്കല്‍
    ഗ്രൂപ്പ്‌ (വിഭാഗം) ഇസ്ലാമിനെ അറിയുക ( വിഷയത്തിലേക്കുള്ള ലിങ്ക് ) - ( അറബി )
    ഗ്രൂപ്പ്‌ (വിഭാഗം) ഇസ്ലാമിനെ അറിയുക ( വിഷയത്തിലേക്കുള്ള ലിങ്ക് ) - ( തായ്‌ )
    ലേഖനങ്ങള്‍ റൂഹാനി ഫന്തനാജോണ്‍ എന്ന സഹോദരി ഇസ്ലാം സ്വീകരിച്ച കഥ ( വിഷയത്തിലേക്കുള്ള ലിങ്ക് ) - ( തായ്‌ )
    ലേഖനങ്ങള്‍ അമീന സല്‍മി ഇസ്ലാം സ്വീകരിച്ച കഥ ( വിഷയത്തിലേക്കുള്ള ലിങ്ക് ) - ( തായ്‌ )
    ലേഖനങ്ങള്‍ സഹോദരന്‍ അബ്ദുല്‍ ഹാദിയുടെ ഇസ്ലാമാശ്ലേഷണം ( വിഷയത്തിലേക്കുള്ള ലിങ്ക് ) - ( തായ്‌ )
Go to the Top